OUR SERVICE

Carrier Screening

การตรวจพาหะโรคพันธุกรรมก่อนมีบุตร

Carrier Screening การตรวจพาหะโรคพันธุกรรมก่อนมีบุตร

การตรวจพาหะโรคพันธุกรรม (Carrier Screening) คือการตรวจยีนของพ่อแม่ก่อนมีบุตรเพื่อดูว่ามียีนผิดปกติแฝงอยู่และเสี่ยงถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมให้ลูกหรือไม่ เหมาะสำหรับคู่รักทุกคู่ แม้ว่าจะไม่มีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัวก็ตาม เพราะผู้เป็นพาหะมักไม่แสดงอาการ การทราบความเสี่ยงล่วงหน้าช่วยวางแผนการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย (เช่น ICSI ร่วมกับการคัดกรองตัวอ่อน PGT หรือการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด) ลดโอกาสเกิดโรครุนแรงในลูก และเพิ่มความมั่นใจในการเริ่มต้นครอบครัวอย่างรอบคอบมากขึ้น

การมีบุตรคือความสุขของหลายคู่รัก แต่ใช่ว่าทุกคู่จะมั่นใจได้ว่า ลูกน้อยที่เกิดมาจะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายของคุณพ่อคุณแม่อาจแฝงยีนผิดปกติที่ไม่เคยรู้มาก่อน ความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมจึงกลายเป็นเรื่องที่หลายคนเป็นกังวล การตรวจ Carrier Screening หรือการตรวจคัดกรองพาหะของโรคทางพันธุกรรม จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนการตั้งครรภ์ และช่วยให้การวางแผนครอบครัวมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการตรวจ Carrier Screening

Step 1: เก็บตัวอย่างจากคุณพ่อและคุณแม่

เก็บตัวอย่างเลือดของทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปวิเคราะห์ยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรม

Step 2: วิเคราะห์ยีนด้วยเทคโนโลยี NGS

ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองยีนผิดปกติได้หลายร้อยยีนพร้อมกันในครั้งเดียว

Step 3: ประเมินผลการเป็นพาหะ

ตรวจสอบและวิเคราะห์ผลอย่างละเอียดว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมียีนผิดปกติแฝงอยู่หรือไม่

Step 4: ประเมินความเสี่ยงในการถ่ายทอดสู่ลูก

หากพบว่าเป็นพาหะทั้งสองฝ่าย แพทย์จะประเมินรูปแบบการถ่ายทอดทางพันธุกรรมและคำนวณโอกาสที่ลูกจะได้รับยีนผิดปกติ

Step 5: ให้คำปรึกษาและวางแผนการตั้งครรภ์ (Genetic Counseling & Planning)

แพทย์จะให้คำปรึกษาแนวทางทางการแพทย์ที่เหมาะสมที่สุด เช่น การทำ ICSI + PGT-M เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรค ก่อนการย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

Carrier Screening กับการวางแผนความเสี่ยงของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

การตรวจ Carrier Screening ไม่ได้มองเฉพาะความเสี่ยงของฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายเพียงคนเดียว แต่สามารถประเมินร่วมกันเป็นคู่ เพื่อดูว่าทั้งสองฝ่ายมียีนผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับโรคเดียวกันหรือไม่ หากพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะ แพทย์อาจพิจารณาตรวจอีกฝ่ายเพิ่มเติม เพื่อประเมินความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคไปยังบุตรได้อย่างเหมาะสม

ผลตรวจ Carrier Screening ช่วยวางแผนการมีบุตรได้อย่างไร

หากผลตรวจพบว่าคู่รักมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม การทราบข้อมูลก่อนตั้งครรภ์จะช่วยให้มีทางเลือกในการวางแผนการรักษามากขึ้น ตั้งแต่การตั้งครรภ์ตามธรรมชาติพร้อมการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด ไปจนถึงการทำ IVF/ICSI ร่วมกับ PGT-M ในกรณีที่ตรวจพบโรคพันธุกรรมชนิดยีนเดี่ยวที่สามารถตรวจคัดกรองในตัวอ่อนได้ ทั้งนี้ แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ตรวจพบและความเสี่ยงของแต่ละครอบครัว

การตรวจ Carrier Screening ก่อนมีบุตรช่วยให้วางแผนได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การทราบข้อมูลทางพันธุกรรมก่อนเริ่มตั้งครรภ์ ช่วยให้คู่รักมีเวลาในการพูดคุยและตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการมีบุตรอย่างรอบคอบ โดยสามารถนำผลตรวจไปปรึกษาแพทย์หรือนักพันธุศาสตร์เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับครอบครัวได้ตั้งแต่เริ่มต้น

ผลตรวจ Carrier Screening ช่วยบอกอะไรได้บ้าง?

ผลตรวจ Carrier Screening ช่วยให้คู่รักทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมที่ตรวจอยู่หรือไม่ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ โดยหากพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะ แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม และหากพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของโรคเดียวกัน ก็สามารถวางแผนทางเลือกในการมีบุตรที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เช่น การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนร่วมกับ ICSI หรือการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดตามความเหมาะสม

ตรวจพาหะโรคพันธุกรรมก่อนมีบุตร (Carrier Screening)

การตรวจพาหะโรคพันธุกรรม (Carrier screening) คืออะไร ?

การตรวจพาหะโรคพันธุกรรม (Carrier Screening) คือการตรวจทางพันธุศาสตร์เพื่อหาว่าบุคคลนั้นเป็น “พาหะ” ที่มียีนผิดปกติและอาจถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมไปสู่ลูกได้หรือไม่ แม้ว่าคนที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการของโรคนั้นก็ตาม โดยการตรวจนี้จะช่วยให้คู่รักที่กำลังวางแผนมีบุตร สามารถทราบถึงความเสี่ยง ตลอดจนความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) ที่ทำควบคู่กับการคัดกรองตัวอ่อน (PGT) เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของลูกในอนาคต

ความแตกต่างของ Carrier Screening กับการตรวจสุขภาพทั่วไป

โดยทั่วไป การตรวจสุขภาพทั่วไป มักครอบคลุมเพียงการตรวจเลือดพื้นฐาน โรคติดเชื้อ และคัดกรองพาหะธาลัสซีเมียเพียงไม่กี่ชนิด ขณะที่เทคโนโลยีการถอดรหัสยีนนวัตกรรมใหม่อย่างการตรวจ Next-Generation Sequencing (NGS) จะสามารถตรวจครอบคลุมได้หลายร้อยยีนพร้อมกันในครั้งเดียว ซึ่งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนี้ จะทำให้การตรวจแบบ Carrier Screening มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังได้ข้อมูลที่ชัดเจน ครอบคลุม และแม่นยำมากกว่าเดิม นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการตรวจ Carrier screening ก่อนวางแผนมีบุตร

แม้การตั้งครรภ์จะเป็นช่วงเวลาที่น่ายินดี แต่ความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่มองไม่เห็นอาจกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลในภายหลัง อย่างไรก็ตาม การทำ Carrier Screening คือหนึ่งในด่านป้องกันสำคัญ เพราะสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่คู่รักได้ในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

  1. ลดความเสี่ยงในการส่งต่อโรคพันธุกรรมรุนแรงสู่ลูกน้อย
    แม้พ่อแม่อาจไม่มีอาการของโรค แต่หากทั้งคู่มียีนผิดปกติชนิดเดียวกันซึ่งเป็นพาหะของโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ทายาทที่เกิดมาจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนั้นสูงตามกฎการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น กรณีโรคธาลัสซีเมีย ถ้าเป็นพาหะชนิดเดียวกันทั้งสองฝ่าย ลูกอาจมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางรุนแรงที่ต้องรับการรักษาไปตลอดชีวิต การตรวจพาหะจึงช่วยคัดกรองและประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคพันธุกรรมที่รุนแรงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
  2. วางแผนครอบครัวได้เหมาะสม
    หลังจากตรวจพาหะโรคพันธุกรรมแล้วพบว่า มีความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดสู่ลูก คู่รักสามารถวางแผนการตั้งครรภ์ให้ปลอดภัยและมั่นใจขึ้นได้ ด้วยการใช้วิธีทางแพทย์เข้าช่วย เช่น การทำอิ๊กซี่ (ICSI) พร้อมกับตรวจคัดกรองพันธุกรรมในตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (Preimplantation Genetic Testing – PGT) เพื่อลดโอกาสการส่งต่อความผิดปกติสู่ลูกน้อย และ ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังอาจเลือกวิธีป้องกันอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด (Prenatal Diagnosis) หรือเตรียมแผนการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ
  3. เตรียมความพร้อมรับมือหากลูกมีโอกาสป่วย
    หากในอนาคตเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมกับลูกน้อย การตรวจพาหะเอาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ครอบครัวมีข้อมูลและความพร้อมรับมือได้ทันท่วงที เช่น วางแผนการรักษา ศึกษาการดูแลเฉพาะโรค การเตรียมด้านจิตใจ และการจัดการเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา ซึ่งการมีข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยลดความวิตกกังวลและเพิ่มความมั่นใจในการดูแลลูกที่อาจมีภาวะโรคทางพันธุกรรมได้
โรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยจากการตรวจคัดกรองพาหะ
  • โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) พบมากในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากรุนแรงเด็กอาจมีภาวะซีด ตับม้ามโต หรือต้องรับเลือดเป็นประจำตลอดชีวิต
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA (Spinal Muscular Atrophy – SMA) เกิดจากความผิดปกติของยีน SMN1 ที่จะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาทสั่งการ เด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้มักสูญเสียการเคลื่อนไหวและอาจมีอายุสั้น
  • โรคหูหนวกแต่กำเนิด (Hereditary Hearing Loss) เด็กที่มียีนผิดปกติในกลุ่มนี้มักมีปัญหาทางการได้ยินตั้งแต่เล็ก ๆ หากไม่ได้รับการตรวจพบและบำบัดอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านภาษาและการเรียนรู้

โรคทางพันธุกรรมเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าการตรวจพาหะโรคพันธุกรรมในเชิงลึก คือหนึ่งในทางเลือกทางการแพทย์ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้เด็กที่เกิดมามีสุขภาพแข็งแรงได้จริง

การตรวจ Carrier Screening ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับคู่รักที่ต้องการวางแผนครอบครัวอย่างรอบคอบ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคพันธุกรรมและเพิ่มความมั่นใจในการมีบุตรให้มากยิ่งขึ้น

แพ็กเกจ ICSI Lite

219,000​
บาท
แพ็กเกจสำหรับคู่สมรสมีบุตรยาก
  • เหมาะสำหรับคู่สมรสที่อายุไม่เกิน 35 ปี
ราคานี้เฉพาะคนไทยเท่านั้นและขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ตามบริษัทกำหนด

คำถามที่พบบ่อย

ใครควรตรวจพาหะโรคพันธุกรรม (Carrier Screening) บ้าง ?

คู่รักที่วางแผนมีบุตรทุกคู่สามารถเข้ารับการตรวจได้ แม้ไม่มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคทางพันธุกรรม เพราะผู้ที่เป็นพาหะอาจไม่แสดงอาการเลย โดยเฉพาะคู่รักที่มีประวัติแท้งซ้ำ คู่ที่มีสมาชิกครอบครัวป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรม หรือผู้ที่กำลังเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) ยิ่งควรตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ซึ่งสามารถตรวจหาการกลายพันธุ์ได้หลายร้อยยีนพร้อมกันในครั้งเดียว ทั้งยังมีความแม่นยำสูงและให้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่าการตรวจสุขภาพทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการและการแปลผลของทีมแพทย์ที่เข้าร่วมด้วย

แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะการตรวจสุขภาพก่อนวางแผนมีบุตรแบบทั่วไปจะครอบคลุมการตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติต่าง ๆ เช่น ตรวจโรคติดต่อหรือการทำงานของอวัยวะ แต่การตรวจพาหะโรคพันธุกรรม จะเน้นไปที่การวิเคราะห์ยีน เพื่อดูว่ามีโอกาสถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมไปสู่ลูกหรือไม่ ถือเป็นการมองในมิติที่ลึกกว่าและช่วยวางแผนการมีบุตรได้อย่างปลอดภัย

คู่รักยังคงมีโอกาสมีลูกที่แข็งแรงได้ โดยสามารถเลือกทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ICSI) ร่วมกับการตรวจคัดกรองพันธุกรรมในตัวอ่อน (PGT) เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ไม่มียีนผิดปกติ หรืออาจเลือกใช้วิธีอื่น เช่น การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด (Prenatal Diagnosis) ตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การตั้งครรภ์มีความปลอดภัยสูงสุด