ทำไมการเลือกอาหารถึงสำคัญต่อการเตรียมตั้งครรภ์ ?
โภชนาการกับภาวะเจริญพันธุ์
การกินอาหารอย่างเหมาะสม ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของไข่ในผู้หญิงและอสุจิในผู้ชาย รวมถึงการฝังตัวของตัวอ่อนในเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย โดยการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล ฮอร์โมนทำงานได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติความเสี่ยงจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม
อาหารบางชนิดส่งผลให้ฮอร์โมนแปรปรวน เพิ่มความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก เช่น ส่งผลให้ไข่ไม่ตก หรือมูกไข่ไม่เหมาะกับการปฏิสนธิ นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจเพิ่มความเสี่ยงแท้งบุตรในระยะเริ่มต้น สำหรับผู้หญิงที่ยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ดังนั้น การควบคุมอาหารตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ รับคำปรึกษาเรื่องการเตรียมตัวมีบุตรอย่างปลอดภัยเตรียมตั้งครรภ์ห้ามกินอะไร ? แนะนำอาหารและเครื่องดื่มที่ควรงดเมื่อเตรียมตัวมีลูก
แอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจลดคุณภาพของไข่และอสุจิ และเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งบุตร หรือทำให้ทารกมีความผิดปกติแต่กำเนิด จึงแนะนำให้งดดื่มล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนวางแผนตั้งครรภ์คาเฟอีน
คาเฟอีนจากกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลัง หากร่างกายได้รับเกิน 200 มิลลิกรัม/วัน อาจเพิ่มระดับคอร์ติซอลในร่างกาย ซึ่งกระทบต่อการตกไข่ การฝังตัวของตัวอ่อน และอาจเพิ่มความเสี่ยงแท้ง กรณีที่ตั้งครรภ์ในระยะแรกเริ่มอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
อาหารดิบ เช่น ซูชิ ปลาดิบ หอยนางรมดิบ หรือเนื้อไม่สุก อาจมีเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิต เช่น Listeria, Salmonella หรือ Toxoplasma ซึ่งส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ และมีความเสี่ยงต่อทารกอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ด
อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม เฟรนช์ฟราย หรือของทอด เป็นอาหารที่มีโซเดียมและไขมันทรานส์สูง อาจรบกวนสมดุลฮอร์โมน ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเพิ่มภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อการมีลูกน้ำอัดลมและขนมหวานจัด
น้ำอัดลมและขนมหวานจัด เป็นเครื่องดื่มและอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจเพิ่มน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและ PCOS ที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์สมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิด
สมุนไพรบางชนิดอาจมีฤทธิ์กระตุ้นฮอร์โมน เช่น ชะเอมเทศ หรือยาจีนบางประเภท หากรับประทานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ อาจรบกวนการทำงานของระบบสืบพันธุ์ได้
อาหารที่ควรกินเพื่อบำรุงร่างกายก่อน ตั้งครรภ์
นอกจากคำถามที่ว่า เตรียมตั้งครรภ์ห้ามกินอะไร อีกหนึ่งคำถามที่ว่าที่คุณแม่มือใหม่สงสัย คือ อาหารอะไรบ้างที่ควรกิน เพื่อบำรุงร่างกายก่อนตั้งครรภ์ โดยหลัก ๆ แล้วมีอยู่ด้วยกันดังนี้- โปรตีน : เนื้อปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และพืชตระกูลถั่วอื่น ๆ เพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์และส่งเสริมการทำงานของรังไข่
- ผักผลไม้หลากสี : อุดมด้วยวิตามิน A, C, E และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน และเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
- ธัญพืชเต็มเมล็ดและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน : เช่น ข้าวกล้อง คีนัว ขนมปังโฮลวีต ให้พลังงานอย่างยั่งยืน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้ร่างกายสมดุลในระยะยาว
- วิตามินและเกลือแร่ : เช่น โฟเลต (ช่วยลดความเสี่ยงทารกพิการ), เหล็ก (ป้องกันโลหิตจาง), แคลเซียม (บำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ) ควรได้รับจากอาหารและเสริมเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์
เคล็ดลับการปรับโภชนาการก่อนตั้งครรภ์
เริ่มวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน
การเตรียมร่างกายล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการงดอาหารบางชนิดในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แต่เป็นการปรับพื้นฐานของระบบร่างกายให้พร้อมสำหรับการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ โดยในช่วง 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่รังไข่เริ่มเตรียมไข่ที่จะตกในรอบเดือนถัดไป ร่างกายจึงมีเวลาสร้างฮอร์โมนและปรับสมดุลใหม่หลังเลิกใช้ยาคุมหรือการคุมกำเนิด ในช่วงเวลานี้ ผู้หญิงสามารถเริ่มเสริมโฟเลต และงดอาหารบางชนิด เพื่อล้างสารพิษสะสม และปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ภาวะทารกพิการแต่กำเนิด และภาวะไม่ฝังตัวของตัวอ่อนลดอาหารทีละน้อย เพื่อไม่ให้กดดันตัวเอง
การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแบบทันทีทันใด อาจทำให้รู้สึกเครียด หรือเผลอกลับไปทำพฤติกรรมเดิมอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงต้องค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อย ดังนี้- ลดคาเฟอีนจาก 2 แก้วต่อวัน เหลือ 1 แก้ว
- งดแอลกอฮอล์เฉพาะวันธรรมดา แล้วค่อยงดทั้งหมด
- เปลี่ยนจากขนมหวานเป็นผลไม้ธรรมชาติ
- ค่อย ๆ เปลี่ยนจากของทอดเป็นอาหารนึ่งหรือต้ม
ปรึกษาแพทย์
เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เช่น บางคนอาจมีปัญหาฮอร์โมนไม่สมดุล มีโรคประจำตัว หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการมีบุตร ดังนั้น การพบแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์จะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง เช่น- แพทย์ทำการประเมินระดับวิตามินและฮอร์โมน เช่น AMH, FSH, โฟเลต, B12, ธาตุเหล็ก
- ให้คำแนะนำในการจัดเมนูอาหารเฉพาะบุคคลตามน้ำหนักตัว กิจกรรม และโรคประจำตัว
- วางแผนเสริมวิตามินหรืออาหารเสริมที่เหมาะสม (เช่น โฟเลต, DHA, วิตามิน D)
