สำหรับคู่สมรสที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก การทำ IUI (Intrauterine Insemination) หรือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นหัตถการที่ไม่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว และสามารถช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม
การฉีดอสุ จิเข้าสู่โพรงมดลูกหรือ IUI คืออะไร ?
การทำ IUI (Intrauterine Insemination) หรือการฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก นับว่าเป็นการทำผสมเทียมที่มีข้อได้เปรียบกว่าวิธีอื่น ๆ เพราะในการเตรียมอสุจิซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำ IUI จะมีการปั่นเลือกเฉพาะตัวอสุจิที่แข็งแรง มีการเคลื่อนไหวดีมาอยู่ในน้ำยาเพาะเลี้ยง (culture medium) ในปริมาตรน้อย (ประมาณ 0.4 – 0.5 มิลลิลิตร) จึงช่วยแก้ปัญหาความผิดปกติของฝ่ายชายที่ไม่รุนแรงได้ นอกจากนี้ การทำ IUI ยังช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้กับผู้ที่มีปัญหาตัวอสุจิน้อยหรือมีตัวที่เคลื่อนไหวน้อยได้ เนื่องจากการที่แยกตัวอสุจิออกจากน้ำอสุจิที่เหลืออยู่จะทำให้สามารถฉีดอสุจิที่ผ่านการเตรียมพร้อมมาแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกได้โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสารอื่น ๆ ที่มีในน้ำอสุจิ เช่น โปรตีน prostaglandins หรือแม้กระทั่งแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่
การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำได้ทั้งในรอบเดือนธรรมชาติที่ไม่มีการกระตุ้นไข่ และรอบเดือนที่ทำการกระตุ้นไข่เพื่อให้มีไข่ตกหลายใบขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
ก่อนทำ IUI แพทย์จะทำการกระตุ้นการตกไข่ของฝ่ายหญิง ด้วยการให้รับประทานยาหรือฉีดยาเพื่อให้เกิดการตกไข่ โดยจะใช้ยากระตุ้นไข่ในวันที่ 3 หลังจากประจำเดือนมา จากนั้นแพทย์จะอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจดูขนาดของไข่ ก่อนทำ IUI หากมีขนาดที่พอเหมาะและพร้อมผสมกับอสุจิแล้ว จึงจะนัดวันฉีดยากระตุ้นเพื่อให้ไข่ตก
นอกจากปริมาตรของน้ำอสุจิที่มีมากเกินกว่าจะทำการฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกได้แล้ว น้ำอสุจิยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้ด้วย ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการเตรียมเชื้ออสุจิ เพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพสำหรับฉีดเข้าโพรงมดลูก โดยการปั่นเลือกเฉพาะตัวอสุจิที่มีคุณภาพดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง
เมื่อไข่ตกภายใน 24 – 40 ชั่วโมงหลังฉีดยา แพทย์จะฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้อสุจิที่แข็งแรงว่ายเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งในขั้นตอนการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกจะต้องทำให้เกิดการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดเพื่อลดการกระตุ้นให้มดลูกเกิดการหดรัดตัว โดยหลังฉีดแพทย์จะให้ฝ่ายหญิงนอนพักประมาณ 15 – 30 นาที แล้วให้กลับไปพักที่บ้าน ซึ่งหลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ไม่ควรยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
จุดสำคัญของการทำ IUI ไม่ใช่การทำให้ไข่มีคุณภาพดีขึ้นหรือเพิ่มจำนวนไข่โดยตรง แต่เป็นการช่วยลดระยะทางที่อสุจิต้องเดินทาง โดยคัดเลือกอสุจิที่มีการเคลื่อนไหวดีและเตรียมให้อยู่ในปริมาตรที่เหมาะสม ก่อนฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงเวลาที่ใกล้กับการตกไข่ ทำให้อสุจิที่มีศักยภาพมีโอกาสเข้าใกล้บริเวณท่อนำไข่และพบกับไข่ได้มากขึ้น
การทำ IUI สามารถทำได้ทั้งในรอบที่มีการตกไข่ตามธรรมชาติและรอบที่ใช้ยากระตุ้นไข่ การเลือกวิธีไม่ได้เหมือนกันในทุกคน เพราะแพทย์จะพิจารณาจากการตกไข่ อายุ จำนวนไข่สำรอง คุณภาพน้ำเชื้อ และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก หากมีการกระตุ้นไข่ แพทย์จะติดตามจำนวนและขนาดของไข่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ช่วงเวลาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝดหลายคน
หลังจากฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกแล้ว กระบวนการปฏิสนธิยังคงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ อสุจิต้องเดินทางไปพบกับไข่ภายในท่อนำไข่ จากนั้นตัวอ่อนจึงเคลื่อนกลับมายังโพรงมดลูกเพื่อฝังตัว ดังนั้น แม้ขั้นตอน IUI จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อสุจิเข้าถึงไข่ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการปฏิสนธิหรือการฝังตัวได้สำเร็จในทุกรอบ
IUI เป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่หากทำต่อเนื่องหลายรอบแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาปรับแนวทางการรักษา โดยเฉพาะเมื่อพบปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น อายุฝ่ายหญิงที่มากขึ้น คุณภาพหรือจำนวนอสุจิไม่เหมาะสม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับท่อนำไข่ ในกรณีเหล่านี้ การทำ IVF หรือ ICSI อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะสามารถควบคุมกระบวนการปฏิสนธิและการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนได้มากขึ้น
ในปัจจุบันการทำ IUI เป็นการรักษาเบื้องต้นของผู้ที่วางแผนมีบุตร แต่เผชิญหน้ากับปัญหาภาวะมีบุตรยากได้หลากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น
ซึ่งการทำ IUI จะไปช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้สำเร็จ แม้จะมีภาวะมีบุตรยาก ทั้งยังสามารถช่วยลดโอกาสได้รับเชื้อ HIV ในรายที่สามีมีการติดเชื้อ (serodiscordant couple) หรือแม้กระทั่งในรายที่กระตุ้นไข่เพื่อที่จะทำการรักษาด้วยเทคโนโลยีวิธีอื่นแล้วเกิดการตอบสนองที่ไม่ปกติ (poor responder) ก็สามารถเปลี่ยนเป็นมาทำ IUI ได้ถ้าท่อนำไข่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
อัตราการตั้งครรภ์ของการฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูกนั้นมีความแตกต่างกันไปตามสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก และวิธีการกระตุ้นไข่ จึงทำให้ตัวเลขอัตราความสำเร็จของแต่ละสถาบันแตกต่างกันไป ส่วนปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออัตราความสำเร็จจากการทำ IUI นั้น มีดังนี้
ภาวะแทรกซ้อนที่พบจากการทำ IUI นั้นอาจเกิดได้จากหลายขั้นตอน เช่น
หลังทำ IUI ประมาณ 2 อาทิตย์ สามารถตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเองในเบื้องต้นก่อนได้ อย่างไรก็ตาม ผลตรวจในช่วงนี้อาจยังมีความคลาดเคลื่อนและอาจยังไม่พบการตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับฮอร์โมน HCG ที่ฉีดเพื่อให้ไข่ตกยังไม่ลดระดับลง ทำให้ชุดตรวจการตั้งครรภ์อาจให้ผลที่ผิดพลาดได้ ควรตรวจเลือดที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อดูผลลัพธ์การตรวจครรภ์ที่แน่ชัด เพราะการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดจะให้ผลที่แม่นยำมากกว่าการตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจการตั้งครรภ์ปกติ
มีโอกาส แต่ไม่สูง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการใช้ยากระตุ้นการตกไข่ ซึ่งอาจทำให้มีไข่ตกมากกว่า 1 ใบ ส่งผลให้มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แพทย์จะติดตามจำนวนไข่และประเมินความเหมาะสมของการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝดหรือครรภ์แฝดหลายคน
หากต้องการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำ IUI ซึ่งเป็นการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง VFC Center มีแพ็กเกจทำ IUI ราคาพิเศษ เพียง 12,500 บาท อย่าง “IUI PREMIUM PACKAGE แพ็กเกจสุดพรีเมียม ฉีดน้ำเชื้อผสมเทียม”
โดยในแพ็กเกจจะครอบคลุมทุกขั้นตอนในการฉีด IUI รวมถึงการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและนัดตรวจติดตาม พร้อมด้วยบริการเหล่านี้