มีเพศสัมพันธ์บ่อย ช่วยให้ตั้งครรภ์ง่ายขึ้นจริงไหม? ไขข้อสงสัย พร้อมวิธีเพิ่มโอกาสมีบุตรอย่างถูกต้อง
หลายคู่ที่กำลังวางแผนมีบุตรอาจเคยได้ยินความเชื่อว่า “ยิ่ง มีเพศสัมพันธ์บ่อย ยิ่งมีโอกาสตั้งครรภ์มากขึ้น” จึงพยายามมีเพศสัมพันธ์ทุกวัน หรือแม้กระทั่งวันละหลายครั้ง โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ อย่างไรก็ตาม ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนดโอกาสในการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งช่วงเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ซึ่งสอดคล้องกับการตกไข่ คุณภาพของไข่และอสุจิ สุขภาพของระบบสืบพันธุ์ รวมถึงอายุของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย
แม้ว่าคู่สมรสจะมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ แต่หากมีความผิดปกติด้านภาวะเจริญพันธุ์ ก็อาจส่งผลให้ตั้งครรภ์ได้ยากกว่าปกติ ดังนั้น การเข้าใจหลักการของการตั้งครรภ์ ความถี่ที่เหมาะสมของการมีเพศสัมพันธ์ และการรู้ว่าเมื่อใดควรเข้ารับการตรวจประเมินภาวะมีบุตรยาก จะช่วยให้สามารถวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม และได้รับการรักษาอย่างตรงจุดหากพบความผิดปกติ
การ มีเพศสัมพันธ์บ่อย ช่วยให้ตั้งครรภ์ง่ายขึ้นจริงหรือ?
คำตอบคือ “ไม่เสมอไป”
แม้ว่าการมี เพศสัมพันธ์บ่อย ขึ้นจะเพิ่มโอกาสที่อสุจิจะพบกับไข่ แต่หากไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ไข่ตก หรือมีปัจจัยด้านภาวะเจริญพันธุ์ร่วมด้วย ก็อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าการนับจำนวนครั้ง คือ การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และการมีระบบสืบพันธุ์ที่แข็งแรงของทั้งสองฝ่าย
การตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้อย่างไร?
การตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหญิงมีการตกไข่ และอสุจิสามารถเดินทางไปพบกับไข่เพื่อเกิดการปฏิสนธิ จากนั้นตัวอ่อนที่เกิดขึ้นจะต้องเคลื่อนตัวไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้สำเร็จ จึงจะเกิดการตั้งครรภ์ได้ หากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการนี้มีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการตกไข่ คุณภาพอสุจิ การปฏิสนธิ หรือการฝังตัวของตัวอ่อน ก็อาจทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง แม้ว่าจะมี เพศสัมพันธ์บ่อย เพียงใดก็ตาม
ควร มีเพศสัมพันธ์บ่อย แค่ไหน หากกำลังวางแผนมีลูก?
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แนะนำว่า
ควรมีเพศสัมพันธ์ทุก 1–2 วัน ในช่วงก่อนและระหว่างวันไข่ตก
เนื่องจาก
- อสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ในระบบสืบพันธุ์ของฝ่ายหญิงได้ประมาณ 3–5 วัน
- ไข่มีอายุหลังตกไข่เพียง 12–24 ชั่วโมง
ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์วันเว้นวันในช่วง Fertile Window จึงเพียงพอสำหรับการเพิ่มโอกาสให้เกิดการปฏิสนธิ โดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์หลายครั้งต่อวัน
ทำไมมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอแล้ว ยังไม่ตั้งครรภ์?
หากคุณมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอในช่วงไข่ตก แต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ อาจมีปัจจัยด้านภาวะเจริญพันธุ์ที่ซ่อนอยู่ เช่น จำนวนหรือคุณภาพไข่ลดลง ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PMOS) เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ท่อนำไข่อุดตัน ความผิดปกติของฮอร์โมน คุณภาพอสุจิที่ลดลงทั้งด้านจำนวน การเคลื่อนไหว หรือรูปร่าง รวมถึงภาวะอสุจิมีความเสียหายของสารพันธุกรรม (DNA Fragmentation) ในระดับสูง ซึ่งภาวะเหล่านี้ไม่สามารถทราบได้จากการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
เมื่อไรควรเข้ารับการตรวจประเมินภาวะมีบุตรยาก?
หากพยายามมีบุตรโดยไม่ได้คุมกำเนิด และมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
- นาน 1 ปี (กรณีฝ่ายหญิงอายุน้อยกว่า 35 ปี)
- นาน 6 เดือน (กรณีฝ่ายหญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป)
แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการตรวจประเมินภาวะมีบุตรยาก
การตรวจไม่ได้หมายความว่าต้องรักษาด้วยเด็กหลอดแก้วทันที แต่เป็นการค้นหาสาเหตุเพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด
โปรแกรมตรวจประเมินภาวะมีบุตรยาก ตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจควรประเมินทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เนื่องจากสาเหตุของภาวะมีบุตรยากสามารถเกิดได้จากทั้งสองฝ่าย
การตรวจฝ่ายหญิง
- ตรวจฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์
- ตรวจระดับ AMH เพื่อประเมินปริมาณไข่คงเหลือ
- อัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่
- การฉีดสีดูท่อนำไข่ / การส่องกล้องโพรงมดลูก
การตรวจฝ่ายชาย
- ตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ (AIOM)
- ประเมินจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ
- พิจารณาตรวจ DNA Fragmentation ในรายที่มีข้อบ่งชี้
การรู้สาเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และลดระยะเวลาในการพยายามมีบุตรโดยไม่จำเป็น

หากตรวจพบภาวะมีบุตรยาก มีทางเลือกในการรักษาอะไรบ้าง?
เมื่อทราบสาเหตุแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคู่ ซึ่งอาจประกอบด้วย
- ปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพ
- การใช้ยากระตุ้นการตกไข่
- การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI)
- การทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI)
การมีเพศสัมพันธ์บ่อยไม่ได้หมายความว่าจะตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้นเสมอไป สิ่งสำคัญคือการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีการตกไข่ รวมถึงสุขภาพการเจริญพันธุ์ของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย หากพยายามมาระยะหนึ่งแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ การเข้ารับการตรวจประเมินภาวะมีบุตรยากจะช่วยค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ที่ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) เรามีโปรแกรมตรวจประเมินภาวะมีบุตรยากสำหรับทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพื่อค้นหาสาเหตุอย่างครอบคลุม พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล การทำ IUI หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) ตามความเหมาะสมของแต่ละคู่
บทความโดย นพ.วรวัฒน์ ศิริปุณย์
สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่
VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
Hotline: 082-903-2035
LINE Official: @vfccenter
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอแล้ว แต่ยังไม่ตั้งครรภ์ ควรทำอย่างไร?
หากมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ได้คุมกำเนิดเป็นเวลา 1 ปี (สำหรับผู้หญิงอายุน้อยกว่า 35 ปี) หรือ 6 เดือน (สำหรับผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป) แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการตรวจประเมินภาวะมีบุตรยาก เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
อายุมีผลต่อโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่?
มีผล โดยเฉพาะอายุของฝ่ายหญิง เมื่ออายุมากขึ้น จำนวนและคุณภาพของไข่จะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลงตามไปด้วย ดังนั้น หากวางแผนมีบุตรและพยายามมาระยะหนึ่งแล้วไม่สำเร็จ ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการรักษา
งดการหลั่งหลายวัน จะช่วยเพิ่มคุณภาพอสุจิหรือไม่?
การงดหลั่งเป็นเวลานานอาจทำให้ปริมาณน้ำอสุจิเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพอสุจิจะดีขึ้นเสมอไป ในบางรายอาจพบว่าอสุจิเคลื่อนไหวลดลง หรือมีความเสียหายของสารพันธุกรรม (DNA Fragmentation) เพิ่มขึ้น จึงควรมีเพศสัมพันธ์หรือหลั่งทุก 1–2 วันในช่วงวางแผนมีบุตร
การทำเด็กหลอดแก้วช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้หรือไม่?
สำหรับคู่สมรสที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่สามารถเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตาม อัตราความสำเร็จขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ดังนั้น การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนเริ่มการรักษาจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์




No Comments
Sorry, the comment form is closed at this time.