เส้นใยสปินเดิล (Spindle Fiber) คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไรในกระบวนการปฏิสนธิ ?
“เส้นใยสปินเดิล” หรือ Spindle Fiber เป็นโครงสร้างขนาดเล็กภายในเซลล์ไข่ มีลักษณะเป็นเส้นใยไมโครทูบูล (Microtubule) ทำหน้าที่จัดเรียงและแยกโครโมโซมในระหว่างที่ไข่กำลังแบ่งตัว (Meiosis II) ก่อนเข้าสู่การปฏิสนธิ ดังนั้น การตรวจเส้นใยสปินเดิลจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความพร้อมของไข่ ซึ่งถ้าหากพบว่าเส้นใยอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ก็จะหมายความว่าไข่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI และสามารถช่วยเพิ่มโอกาสปฏิสนธิได้ลักษณะของเส้นใยสปินเดิลที่ผิดปกติ
หากเส้นใยสปินเดิลเกิดความผิดปกติขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากอายุของผู้หญิง ภาวะเครียด ฮอร์โมนไม่สมดุล หรือสภาวะการเพาะเลี้ยงไข่ในห้องแล็บ อาจส่งผลให้ไข่สูญเสียศักยภาพในการปฏิสนธิได้ ซึ่งลักษณะของความผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่เส้นใยบิดเบี้ยวหรือจัดตำแหน่งผิดพลาด
ปกติแล้ว เส้นใยสปินเดิลควรเรียงตัวอย่างสมมาตรและมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้สามารถดึงโครโมโซมออกจากกันได้อย่างแม่นยำ แต่หากเส้นใยบิดเบี้ยวหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้โครโมโซมถูกดึงแยกผิดทิศ ส่งผลให้เกิดการแบ่งเซลล์ที่ไม่สมบูรณ์การดึงแยกโครโมโซมไม่สมดุล
ในขั้นตอนการแบ่งตัวของไข่ เส้นใยสปินเดิลจะทำหน้าที่แยกชุดโครโมโซมออกจากกัน หากกลไกนี้ผิดพลาด เช่น ดึงแรงไม่เท่ากัน หรือบางเส้นหลุดออกระหว่างทาง จะทำให้ไข่ที่ได้มีจำนวนโครโมโซมไม่ครบโครงสร้างเส้นใยไม่แข็งแรงหรือไม่สมบูรณ์
เส้นใยสปินเดิลที่ไม่แข็งแรงอาจเกิดจากอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมระหว่างเก็บหรือเพาะเลี้ยงไข่ รวมถึงอิทธิพลจากอายุของผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไมโครทูบูลเสื่อมสภาพและทำงานได้ไม่เต็มที่ และหากเส้นใยสปินเดิลทำงานผิดพลาด ย่อมเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การปฏิสนธิไม่สำเร็จ ตัวอ่อนไม่พัฒนา หรือเกิดการแท้งในระยะแรกเริ่ม นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมในทารก เช่น กลุ่มอาการดาวน์ อีกด้วย
เทคนิคการตรวจสอบคุณภาพเส้นใยสปินเดิลในไข่
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถมองเห็นเส้นใยสปินเดิลภายในไข่ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องทำลายเซลล์ไข่ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryology Lab) ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ในการส่องเส้นใยสปินเดิล (Spindle) นี้คือOosight Meiosis Imaging System
เทคโนโลยีซึ่งเป็นที่ยอมรับและนำมาใช้อย่างแพร่หลายคือ Oosight Meiosis Imaging System โดยเป็นระบบการถ่ายภาพเชิงโพลาไรซ์ (Polarized Light Microscopy) ด้วยกล้อง Microscope คุณภาพสูง หลักการทำงานคือการใช้แสงโพลาไรซ์ส่องผ่านเซลล์ไข่ ทำให้สามารถตรวจหาและประเมินตำแหน่ง ความสมบูรณ์ และการจัดเรียงตัวของเส้นใยสปินเดิลได้แบบเรียลไทม์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารย้อมสีหรือสารเคมีใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อเซลล์ไข่ โดยข้อมูลที่ได้จากระบบ Oosight นี้จะนำมาสู่การคัดเลือกคุณภาพไข่ที่มีคุณลักษณะ ดังนี้- อยู่ในระยะที่พร้อมต่อการปฏิสนธิสูงสุด (MII)
- มีโครงสร้างเส้นใยสปินเดิลที่สมบูรณ์ จัดเรียงตัวถูกต้อง
- ลดความเสี่ยงของการมีโครโมโซมผิดปกติ
ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพเส้นใยสปินเดิลในไข่ในการทำ ICSI
การใช้เทคโนโลยี Oosight ในการประเมินคุณภาพไข่ก่อนการทำ ICSI นำมาซึ่งข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการ ดังนี้- ความปลอดภัยต่อเซลล์ไข่ ด้วยเครื่องมืออันทันสมัยนี้ ทำให้การตรวจสอบเป็นแบบไม่รุกล้ำ (Non-invasive) และไม่ทำให้เซลล์ไข่เสียหายหรือได้รับผลกระทบใด ๆ
- คัดเลือกไข่ที่เหมาะสมที่สุด โดยนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จะเลือกไข่ที่มีความสมบูรณ์พร้อมต่อการปฏิสนธิสำหรับกระบวนการ ICSI
- ลดความเสี่ยงการทำลายโครงสร้าง เนื่องจากรู้ถึงตำแหน่งของเส้นใยสปินเดิลที่แน่นอน ช่วยให้ Embryologist สามารถหลีกเลี่ยงการแทงเข็ม ICSI ในตำแหน่งที่อาจทำลายโครงสร้างภายในเซลล์และโครโมโซมได้
- เพิ่มโอกาสสำเร็จของกระบวนการ ICSI โดยการเลือกใช้ไข่ที่มีเส้นใยสปินเดิลที่มองเห็นและจัดเรียงตัวปกติ สัมพันธ์กับอัตราการปฏิสนธิ อัตราการพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะ Blastocyst และอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้น