เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

รู้จัก PMOS ชื่อใหม่ของ PCOS ที่ไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องรังไข่

Understanding PMOS: The New Name for PCOS

รู้จัก PMOS ชื่อใหม่ของ PCOS ที่ไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องรังไข่

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือภาวะถุงน้ำหลายใบในรังไข่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะมีบุตรยากจากการตกไม่ผิดปกติ ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญและองค์กรสุขภาพระหว่างประเทศเริ่มเสนอให้ใช้คำว่า PMOS (Polyendocrine metabolic ovarian syndrome) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อรังไข่เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ และสุขภาพการเจริญพันธุ์โดยรวมอีกด้วย

Key Takeaway

PMOS คือชื่อใหม่ที่ถูกเสนอขึ้นแทน PCOS เพื่อสะท้อนว่าภาวะนี้เป็นความผิดปกติของทั้งระบบฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ และการทำงานของรังไข่ ไม่ใช่เพียงภาวะถุงน้ำหลายใบในรังไข่เท่านั้น ผู้ป่วยอาจมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เสี่ยงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และภาวะมีบุตรยาก จึงควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

PMOS คืออะไร?

PMOS (Polyendocrine metabolic ovarian syndrome) หรือกลุ่มอาการต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึมในรังไข่ เป็นแนวคิดใหม่ที่ถูกเสนอขึ้นเพื่ออธิบายภาวะ PCOS ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคำว่า “Polycystic Ovary” อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียงโรคของรังไข่ ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะหลายระบบในร่างกาย 

ทำไมภาวะ PCOS ถึงถูกเปลี่ยนชื่อ?

  • ชื่อเดิมอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าผู้ป่วยทุกคนต้องมี “ถุงน้ำหลายใบในรังไข่” แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยบางรายไม่มีลักษณะดังกล่าว และผู้ที่มีถุงน้ำหลายใบในรังไข่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น PCOS เสมอไป
  • โรคนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อรังไข่ แต่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบฮอร์โมนหลายชนิด รวมถึงการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย
  • ชื่อ PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) จึงถูกเสนอขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะของโรคได้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านฮอร์โมน ระบบเมตาบอลิซึม และการทำงานของรังไข่

เหตุใดการเปลี่ยนชื่อจึงมีความสำคัญ?

  • ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคได้ถูกต้อง ว่าภาวะนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะเรื่องประจำเดือนหรือการตกไข่ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม
  • สนับสนุนการรักษาให้ครอบครุมมากขึ้น ชื่อใหม่นี้ช่วยทำให้เห็นว่าการรักษาไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการตกไข่หรือรังไข่เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมไปถึงภาวะดื้อต่ออินซูลิน สุขภาพเมตาบอลิซึม การควบคุมน้ำหนัก ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการวางแผนมีบุตร
  • เพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยได้เร็วขึ้น เมื่อเข้าใจว่าภาวะนี้มีอาการได้หลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดเฉพาะประจำเดือนผิดปกติหรือภาวะมีบุตรยาก ผู้ป่วยที่มีอาการด้านฮอร์โมนหรือเมตาบอลิซึมจึงอาจได้รับการประเมินและวินิจฉัยได้เร็วขึ้น
  • ลดความสับสนและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรค ชื่อใหม่ช่วยสะท้อนลักษณะของโรคได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า ทำให้ทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สื่อสารกันได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจภาวะของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

อาการที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนขาด
  • ตกไข่ไม่สม่ำเสมอ
  • มีบุตรยาก
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือควบคุมน้ำหนักได้ยาก
  • เป็นสิว ผิวมัน
  • ผมบาง หรือผมร่วง

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแตกต่างกันและบางรายแาจไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้จนกระทั่งเริ่มวางแผนมีบุตร

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้จะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ ได้แก่

  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็น PCOS หรือ PMOS
  • มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือขาดประจำเดือนตั้งแต่วัยรุ่น
  • มีสิวเรื้อรัง ขนขึ้นผิดปกติ หรือผมบางจากภาวะฮอร์โมนเพศชายสูง
  • เคยมีปัญหาตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือมีภาวะมีบุตรยาก

PMOS วินิจฉัยอย่างไร?

แม้ว่าจะเป็นชื่อใหม่ที่ถูกเสนอขึ้นเพื่ออธิบายภาวะ PCOS ให้ครอบคลุมมากขึ้น แต่ในปัจจุบันการวินิจฉัยยังคงอ้างอิงแนวทางเดียวกับ PCOS โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และผลการตรวจเพิ่มเติมร่วมกัน เนื่องจากยังไม่มีการตรวจเพียงอย่างเดียวที่สามารถยืนยันภาวะนี้ได้

การประเมินอาจประกอบด้วย

  • ซักประวัติและประเมินอาการ เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ สิว ขนขึ้นผิดปกติ ผมร่วง หรือปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • ตรวจเลือด เพื่อประเมินระดับฮอร์โมน รวมถึงตรวจระดับน้ำตาลและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่พบร่วมกับผู้ป่วยจำนวนมาก
  • อัลตราซาวด์รังไข่ เพื่อประเมินลักษณะของรังไข่และจำนวนฟอลลิเคิล แม้ว่าผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีลักษณะของถุงน้ำหลายใบในรังไข่ก็ตาม

เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีอาการแตกต่างกัน แพทย์จึงจำเป็นต้องประเมินข้อมูลหลายด้านร่วมกัน เพื่อให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง วางแผนการรักษาที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

สาเหตุของภาวะมีบุตรยากที่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของภาวะมีบุตรยากในผู้หญิง เนื่องจากความผิดปกติของฮอร์โมนอาจส่งผลให้การตกไข่ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่เกิดการตกไข่ในบางรอบเดือน ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติลดลง นอกจากปัญหาการตกไข่ไม่สม่ำเสมอแล้ว ผู้ที่เป็นโรคนี้ มักพบภาวะดื้ออินซูลินร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของรังไข่และคุณภาพไข่ ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง โดยในบางรายแม้จะมีประเดือนทุกเดือน ก็อาจไม่ได้มีการตกไข่ในทุกรอบเดือน อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้สามารถรักษาและวางแผนมีบุตรได้ ทั้งการปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต การใช้ยากระตุ้นการตกไข่ หรือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น ICSI หรือ IUI ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการรักษา

ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการมีบุตรเท่านั้น แต่หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว ได้แก่

  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • ไขมันในเลือดสูง
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติจากการไม่มีการตกไข่เป็นเวลานาน
  • ความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า

การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ และช่วยให้สามารถวางแผนมีบุตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการดูแลและรักษา

การรักษาภาวะนี้ มักเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่

  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • เสริมวิตามินดี, โอเมก้า3, แมกนีเซียม, วิตามินบีรวม โดยเฉพาะโฟเลต, ไมโอ-อิโนซิทอล

สำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตร การรักษาภาวะนี้อย่างเหมาะสมมีความสำคัญ เนื่องจากความผิดปกติของการตกไข่อาจส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ หากพยายามมีบุตรแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาเพิ่มเติม เช่น การใช้ยากระตุ้นการตกไข่ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก(IUI) หรือการทำเด็กหลอดแก้ว(ICSI) เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

 

หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นภาวะนี้และกำลังเผชิญปัญหามีบุตรยาก การเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ที่VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร  (V-Fertility Center) พร้อมให้คำปรึกษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อช่วยวางแผนการรักษาและเพิ่มโอกาสในการมีบุตรอย่างมีประสิทธิภาพ

ปรึกษาเรื่องการวางแผนมีบุตรที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร 

 

บทความโดย นพ.วรวัฒน์ ศิริปุณย์

สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร 

Hotline: 082-903-2035 

LINE Official: @vfccenter

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

PMOS กับ PCOS ไม่ใช่คนละโรค แต่เป็นโรคเดียวกัน โดย PMOS เป็นชื่อใหม่ที่มีการเสนอให้ใช้แทน PCOS เพื่อให้สะท้อนลักษณะของโรคได้ถูกต้องมากขึ้น เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะที่รังไข่ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของฮอร์โมน การตกไข่ และระบบเผาผลาญของร่างกาย

PMOS อาจส่งผลให้การตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตกไข่ในบางรอบเดือน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะมีบุตรยากในผู้หญิง

ยังมีโอกาสตั้งครรภ์เองได้ หากได้รับการดูแลสุขภาพและการรักษาที่เหมาะสม แต่ในบางรายอาจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ร่วมด้วย เช่น การทำเด็กแก้ว (ICSI) และการฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI)

หากมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีปัญหาการตกไข่ หรือพยายามมีบุตรมาแล้ว 6-12 เดือนโดยที่ยังไม่ตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

 

Book a consultation with Dr. Worawat Siripoon at our infertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.