แค่ไหนเรียกภาวะมีบุตรยาก?
สำหรับคู่รักที่กำลังสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายภาวะมีบุตรยากหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากหลักเกณฑ์ง่าย ๆ คือการไม่สามารถมีบุตรได้แม้จะมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอและไม่ได้คุมกำเนิดในระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายร่วมกัน- สำหรับฝ่ายชาย สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- จำนวนอสุจิน้อย
- มีปัญหาการหลั่งอสุจิ
- มีโรคประจำตัว หรือโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเจริญพันธุ์
- สำหรับฝ่ายหญิง จะพบมากใน
- ผู้ที่มีฮอร์โมนผิดปกติ ส่งผลต่อการตกไข่ ท่อนำไข่และมดลูกผิดปกติ
- ภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัย
- มีความเครียด ความวิตกกังวลมากเกินไป
การทำ IUI คืออะไร?
การทำ IUI ย่อมาจาก Intrauterine insemination เป็นวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการผสมเทียม ที่มีความใกล้เคียงกับวิธีธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความเสร็จในการตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นการฉีดอสุจิที่คัดเลือกแล้วว่าแข็งแรงเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิงในวันที่มีการตกไข่ ลดอัตราการตายของอสุจิและทำให้อสุจิจำนวนมากเข้าถึงท่อนำไข่ จึงเพิ่มอัตราความสำเร็จในการผสมกับไข่ ถือเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องพบแพทย์บ่อย และมีค่าบริการถูกกว่าการทำ ICSI เพราะเป็นกระบวนการปฏิสนธิแบบธรรมชาติข้อดีของการทำ IUI
- เป็นการรักษาภาวะมีบุตรยากแบบพื้นฐาน และเป็นวิธีการผสมเทียมที่ใกล้เคียงกับการมีเพศสัมพันธ์แบบธรรมชาติมากที่สุด
- ขั้นตอนน้อย ไม่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการทำ ICSI
- สามารถฝากน้ำเชื้อแช่แข็งไว้ได้ ทำให้เหมาะกับการวางแผนมีบุตรในคู่สามีภรรยาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
- เพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้มากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ 5-6 เท่า แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และน้ำเชื้อด้วย
- อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยากระตุ้นเหมือนกับการรักษาภาวะมีบุตรยากวิธีอื่น ๆ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา
การทำ IUIเหมาะกับใครบ้าง?
- คู่สมรสที่ประสบภาวะมีบุตรยาก ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เองตามธรรมชาติหลังหยุดคุมกำเนิดและมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอมานาน 6 เดือน – 1 ปี
- ฝ่ายชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับเชื้ออสุจิ เช่น จำนวนเชื้อน้อย อสุจิเคลื่อนที่ได้ไม่ดี อสุจิรูปร่างผิดปกติ
- ฝ่ายหญิงมีไข่ตกจำนวนน้อยเกินไป เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมูกบริเวณปากมดลูกผิดปกติ ทั้งนี้ต้องมีท่อนำไข่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง
ขั้นตอนการทำ IUI
ขั้นตอนที่ 1
ขั้นตอนการทำ IUI จะเริ่มจากการกระตุ้นไข่ของฝ่ายหญิง โดยเลือกวันที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 2-3 ของรอบเดือนนั้น ซึ่งจะใช้ยา 2 ตัว ได้แก่ยากระตุ้นไข่ เพื่อช่วยให้ไข่โตขึ้นจนได้ขนาดที่เหมาะสม และยากระตุ้นให้ไข่ตก ซึ่งหลังจากทราบวันที่ไข่ตกแล้ว จึงจะนัดวันมาฉีดเชื้อเพื่อทำการผสมเทียมอีกครั้งขั้นตอนที่ 2
ฝ่ายชายต้องทำการเก็บน้ำเชื้ออสุจิด้วยวิธีการหลั่งด้วยตัวเอง จากนั้นแพทย์จะนำน้ำเชื้อไปปั่นเตรียมและคัดเลือกเฉพาะอสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรง ทำให้น้ำเชื้อเข้มข้นมากขึ้นขั้นตอนที่ 3
แพทย์จะใช้เครื่องมือขยายช่องคลอดให้เห็นปากมดลูกแล้วสอดสายพลาสติกเล็กๆที่ออกแบบมาเพื่อฉีดน้ำเชื้อผ่านปากมดลูกเข้าสู่โพรงมดลูก น้ำเชื้อจะถูกฉีดเข้าไปสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงอย่างช้า ๆ หลังจากเสร็จกระบวนการจะให้นอนพักประมาณ 20-30 นาที หลังจากนั้นก็สามารถกลับบ้านได้ขั้นตอนที่ 4
สุดท้ายจะเป็นการทดสอบการตั้งครรภ์ ซึ่งจะรู้ผลหลังทำการฉีดเชื้อประมาณ 2 สัปดาห์ โดยแพทย์จะทำการนัดหมายเพื่อตรวจยืนยันผลอีกครั้งวิธีปฏิบัติตัวก่อน-หลังทำ IUI เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ
แม้การทำ IUI จะเป็นการตั้งครรภ์ด้วยวิธีผสมเทียม แต่ก็ต้องอาศัยการเตรียมตัวเป็นอย่างดีไม่แพ้วิธีธรรมชาติทั้งก่อนและหลังทำ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์รวมทั้งลดโอกาสความผิดปกติในทารก ซึ่งเราควรปฏิบัติตัวก่อนและหลังทำดังนี้การเตรียมตัวก่อนทำ
การเตรียมความพร้อมของร่างกายทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก่อนเข้ารับการทำ IUI ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างจะช่วยให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ที่สุดสำหรับกระบวนการนี้- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีโปรตีนสูง เน้นผักผลไม้และลดอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน อาหารแปรรูป
- ออกกำลังกายแบบ Cardio เพื่อกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดได้ดีขึ้น
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
- พิจารณาการทานอาหารเสริมร่วมด้วย เช่น กรดโฟลิคซึ่งมีความสำคัญต่อพัฒนาการของทารก รวมถึงแอสตาแซนทีน โคเอนไซม์คิวเทน วิตามินซี วิตามินอี ที่ช่วยบำรุงคุณภาพของไข่และอสุจิ
อาการหลังทำ IUI ที่อาจเกิดขึ้น
หลังการทำ IUI ฝ่ายหญิงอาจมีอาการที่ส่งผลต่อร่างกายเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและจะหายไปเอง ดังนี้- อาการหลังทำ IUI 3 วัน อาจปวดหน่วงท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยจากการสอดท่อฉีดเชื้อ ซึ่งจะหายไปเองใน 2-3 วัน
- อาการหลังทำ IUI 5 วัน อาจเริ่มมีอาการที่คล้ายคลึงกับอาการตั้งครรภ์ในระยะแรก เช่น เจ็บเต้านม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการคลื่นไส้
- อาการหลังทำ IUI 14 วัน ในช่วงนี้เป็นระยะเวลาที่ใกล้ถึงวันนัดตรวจการตั้งครรภ์ หากมีอาการที่กล่าวมาข้างต้นชัดเจนขึ้น อาจเป็นสัญญาณที่ดีของการตั้งครรภ์
<H3>หลังทำ IUI ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?</H3>
การดูแลร่างกายหลังทำ IUI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการตั้งครรภ์ แม้จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยและเพิ่มโอกาสในการทำ IUI ให้สำเร็จ- การพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและลดความเครียด
- อาหาร โดยเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง รวมถึงผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงไม่สุก อาหารแปรรูป หรืออาหารรสจัดที่อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งจะส่งผลให้มดลูกบีบตัว
- การออกกำลังกาย ควรงดการออกกำลังกายที่หนัก หรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเยอะ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อมดลูก
- การมีเพศสัมพันธ์ แพทย์อาจแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์ซ้ำใน 1-2 วันหลังจากฉีดเชื้อ เพื่อเพิ่มจำนวนอสุจิในโพรงมดลูก
- การใช้ยา หากมีอาการผิดปกติ ไม่ควรซื้อยามาทานเอง ควรหลีกเลี่ยงยาที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ
